เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ลองตรวจดูเว็บในวงการเพลง 56 เว็บไซต์และพบผลที่น่าตกใจพอสมควร, 16 เว็บไซต์ หรือคิดเป็น 28.6 % นั้นส่งต่อคนเข้าเว็บจากโดเมนเนมของเขาไปยังหน้าโฮมเพจโดยใช้วิธี 302 Temporary redirectแน่นอนว่าพวกเขากำลังทิ้ง  link authority อันแสนมีค่าไปเสียแล้ว หากพวกเขาเลือกใช้วิธีนี้

ถ้าโดเมนเนมและโฮมเพจของคุณนั้นต่างกัน คุณจะต้องตัดสินใจว่าคุณจะทำให้โดเมนนั้นส่งต่อ Traffic ไปยังหน้า homepage ได้อย่างไร ซึ่งวิธีที่ถูกต้องสำหรับการส่งต่อผู้เข้าชมจากเว็บหนึ่งไปยังอีกเว็บหนึ่งนั่นคือการทำ 301 permanent redirect

การทำ permanent redirect นั้นจะเป็นการบอกให้ search engine นำเอาค่า authority จากลิงค์ภายนอกที่ลิงค์มายังโดเมนของคุณมาส่งต่อให้กับหน้าเว็บของคุณจริงๆ

วิธีที่มักถูกใช้อย่างผิดๆอยู่บ่อยๆในการส่งต่อจากโดเมนไปยังหน้าเพจนั่นคือ 302 Temporary redirect ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการบอก search engine ให้ไม่ต้องส่งค่า authority ออกไปให้กับหน้าเพจ ซึ่งนั่นก็เหมือนการเผาเงินทิ้ง ค่า authority ก็จะไม่มีประโยชน์อะไร

หลายๆเว็บไซต์นั้น มีลิงค์ภายนอกชี้เข้ามาที่ root domain เป็นส่วนใหญ่ ทั้งแบบมีหรือไม่มี www. นำหน้า

กรณีศึกษา: เรามาดูตัวอย่างเว็บ www.akaipro.com ที่ทำ 302 redirect ไปยัง www.akaipro.com/en/index.php.
www.akaipro.com
Open Site Explorer Page Authority: 76 Followed Linking Root Domains: 858 External Followed Links: 20,479
www.akaipro.com/en/index.php
Open Site Explorer Page Authority: 68 Followed Linking Root Domains: 231 External Followed Links: 2,828

จะเห็นได้ว่า domain ไม่ยอมใช้ 88% ของลิงค์ที่เข้ามาเพื่อไปส่งต่อให้กับหน้าโฮมเพจ น่าเสียดายจริงๆครับ

แล้วเราต้องทำอะไรบ้าง ?

บล็อกเกอร์และนักสร้างเนื้อหาออนไลน์มักจะทำลิงค์ไปยังแบรนด์สินค้าต่างๆ และ ถ้าหากพวกเขาไม่ลิงค์ไปยังเนื้อหาที่เจาะจง พวกเขาก็มักจะทำการลิงค์ไปที่ root domain เป็นอันดับแรก ดังนั้นมันก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้วที่จะใช้ประโยชน์จากลิงค์ภายนอกเหล่านี้ ให้ส่งต่อลิงค์มายังโฮมเพจของคุณให้ได้

การที่โดเมนไม่เหมือนกับโฮมเพจส่งผลอย่างไร ?

การที่โดเมนกับโฮมเพจของคุณนั้นเป็นคนละอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่แย่เสมอไปและบางทีมันอาจจะมีเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ครับ

ยกตัวอย่าง การที่เว็บของคุณอาจจะส่งต่อผู้ชมไปยังภาษาหรือประเทศที่เหมาะสมกับตำแหน่ง ที่ตั้งของผู้เยี่ยมชม คุณแค่จะต้องพยายามตั้งค่าสิ่งต่างๆให้ดีโดยไม่เป็นการ block ลิงค์ authority ที่จะเข้ามา โดยกระทำภายใต้กฏเกณฑ์ที่ search engine ยอมรับก็เท่านั้นเองครับ
ทีนี้ลองมาดูอีกเว็บกันครับ สำหรับ Denon เจ้าพ่อวงการเสียงดนตรีกันครับ

  • Root domain คือ denon.com
  • เว็บไซต์ต่างๆลิงค์ไปยัง www.denon.com
  • หน้าเว็บสำหรับทั่วโลกคือ www.denon.com/Pages/home.aspx
  • หน้าเว็บสำหรับ USA คือ usa.denon.com/us/pages/home.aspx

Denon ใช้วิธี 302 redirect ผู้เยี่ยมชมจาก root domain ไปยังหน้าเว็บสำหรับทั่วโลก และหากคุณเข้าเยี่ยมชมเว็บของ USA เว็บไซต์ที่จะเก็บข้อมูลไว้ในรูป cookie และตราบใดที่ยังมี cookies อยู่ เว็บก็จะ

  • 302 redirect จาก www.denon.com ไปยัง www.denon.com/Pages/home.aspx
  • 302 redirect จากหน้าเว็บสำหรับทั่วโลก ไปยัง usa.denon.com
  • 301 redirect จาก usa.denon.com ไปยัง usa.denon.com/us/pages/home.aspx

Denon พลาดในการไม่ใช้ 301 redirect จาก www.denon.com  ไปยัง www.denon.com/Pages/home.aspx  แต่พวกเขาก็ยังดีที่ใช้ 301 redirect จาก usa.denon.com ไปยัง usa.denon.com/us/pages/home.aspx ครับ

แต่ถ้าหาก Denon ใช้วิธีในการเลือกโฮมเพจที่จะแสดงโดยยึดจากตำแหน่ง IP address แทนล่ะครับ ? มันน่าจะดีขึ้น ซึ่งวิธีการที่ถูกต้องก็คงจะเป็นแบบนี้

  • 301 redirect จาก root domain ไปยังหน้าสำหรับทั่วโลก
  • ตั้ง cookie
  • ตรวจสอบค่า cookie
  • ถ้ามี cookie อยู่, ทำการ 302 redirect ผู้เยี่ยมชมไปยังหน้าที่เหมาะสมสำหรับผู้เยี่ยมชมโดยยึดจาก IP Address หรือวิธีการอื่นๆในการบ่งบอกถึง Location
  • แต่ถ้าไม่มี cookie, ก็ให้ทำการลิงค์ไปยังหน้าสำหรับทั่วโลก

ในการที่จะทำแบบนี้เราจะต้องคิดซะว่าผู้เยี่ยมชมและ bot ของ search engine นั้นก็เหมือนกัน โดยปกติแล้วนั้น bot มันจะไม่เก็บ cookies เพราะฉะนั้น ก็เปรียบได้กับผู้เยี่ยมชมที่ไม่ได้เปิดใช้งาน cookies ไว้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญก็คือเราจะต้องปฏิบัติภายใต้กฎเกณฑ์ของ search engine ด้วย

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม อย่าพยายามดักจับค่า user agent หรือ IP address ของ search engine โดยเด็ดขาด หาก search engine spider ที่มีระบบ cookie มาเยี่ยมชมเว็บของคุณ ก็ให้ redirect ไปยังหน้าที่ถูกต้องโดยพิจารณาจาก IP address เอาครับ หากยังไม่ค่อยเข้าใจ ลองดูบทความของ Rand Fishkin เขียนไว้ค่อนข้างดีที่ลิงค์นี้ครับ http://www.seomoz.org/blog/controlling-search-engine-access-with-cookies-session-ids

ถึงบางครั้ง Search engine อาจจะเก็บข้อมูลเว็บโดยใช้ spider ที่มีระบบ cookie แต่ผมก็มั่นใจว่าวิธีที่แนะนำมานั้นจะไม่มีปัญหาหรือผิดกฎใดๆ เพราะว่ามันไม่ใช่การ cloaking หรือ การหลอกลวงใดๆ

วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดเมื่อ Domain และ Homepage ไม่เหมือนกัน

สุดท้ายแล้ว คุณควรจะทำการ 301 redirect ทุก version ของโดเมนของคุณไปยังโฮมเพจหลัก ทั้งในส่วนของ

  • http://exampledomain.com (non-www version)
  • http://www.exampledomain.com (www version)
  • http://www.ExampleDomain.com (mixed case versions)

โดยคุณไม่ต้องทำการ redirect ทั้ง 3 version ไปยัง www version ก่อนแล้วค่อย redirect ไปยังหน้าโฮมเพจหลัก (ให้ทำการ redirect ไปยัง หน้าโฮมเพจหลักไปเลย)  จากที่ผมสำเร็จมามีอยู่ 1 เว็บไซต์ที่ทำการ 301 redirect domain ทุก version ไปยัง www version ก่อนแล้วค่อย redirect ไปยัง www.domain.com/homepage

ทุกๆครั้งที่คุณทำ 301 redirect นั้น ค่า link authority ก็จะลดลงเล็กน้อย ดังนั้นการที่จะรักษาค่า authority ไว้ให้ได้มากที่สุด คุณจะต้องมั่นใจว่าคุณใช้การ redirect แค่สัก 1 step และนั่นก็ต้องเป็น 301 redirect ด้วย ที่สำคัญคุณก็จะควรจะรู้ได้ด้วยว่า search engine นั้นมักจะเลิกทำการตาม redirect หลังจากผ่านไป 4 ถึง 5 steps

ถ้าคุณมีเหตุจำเป็นจริงๆที่จะต้องทำการส่งต่อคนไปยังหน้าโฮมเพจอื่นๆ ให้ทำจากหน้าโฮมเพจหลักจริงๆ โดยใช้วิธี cookie แล้วค่อย redirect ไปครับ

แล้วเราจะตรวจสอบลิงค์เหล่านี้ได้อย่างไร

คุณสามารถค้นหาการ redirect ทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณโดยใช้เครื่องมือร่างหน้าเว็บเช่น ScreamingFrog ซึ่งมันจะช่วยแสดงให้เห็นว่ามีการ redirect จากไหนไปไหนและเป็นแบบ 301 หรือ 302 กันแน่

หรือถ้าคุณอยากจะทดสอบแค่ที่อยู่เดียว เช่นจาก root domain ของคุณ ก็อาจจะใช้เครื่องมือ WebPage Server Response Code Test ซึ่งจะบอกคุณว่าโดเมนและโฮมเพจของคุณนั้นเหมือนกันหรือไม่ และเว็บของคุณใช้ redirect แบบไหน ตามลิงค์นี้เลยครับ http://schmitzmarketing.com/web-page-server-response-code-test

ที่มาของต้นฉบับนะครับ ตามไปอ่านกันได้ : http://searchengineland.com/seo-when-your-domain-homepage-are-not-the-same-131592

IP Class C คืออะไร

posted on 21 Nov 2012 02:02 by algorithms

หลายท่านอาจจะเจอศัพท์แนวๆนี้ IP Class C , IP Class B หรือ IP Class A ว่ามันหมายถึงอะไร ในทาง SEO IP Class ต่างๆ ก็คือ IP Address ของเว็บไซต์ที่จะมาพร้อม Hosting

IP Address

ผมจะเปรียบเทียบยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ

โดเมน(ชื่อเว็บไซต์) = บ้าน
โฮสติ้ง = ที่ดินที่ตั้งบ้าน
IP Address = บ้านเลขที่

IP Class ต่างๆก็จะบ่งบอกเช่นนี้ : 192.168.1.10 / aaa.bbb.ccc.ddd
192 = Class A (ยกตัวอย่างเป็นประเทศ)
168 = Class B (ยกตัวอย่างเป็นจังหวัด)
1 = Class C (ยกตัวอย่างเป็นหมู่บ้าน)
10 = Class = D (ยกตัวอย่างเป็นห้องย่อยๆภายในบ้าน)

พอจะเข้าใจแล้วว่า IP Class C คืออะไร ที่นี้หลายคนก็จะสงสัยว่า ทำไมต้องเป็น Class C เพราะการให้คะแนนทาง SEO ผู้ให้บริการ Search Engine ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ Google จะให้คะแนนแบ็คลิงค์ที่ มาต่างจาก IP มากกว่า เพราะแน่นอนว่าถ้า Search Engine ไม่มองจากต่าง Class IP จะต้องมีคนหัวหมอ จนเว็บไซต์มาเป็นร้อยๆ แล้วใส่ลงไปในโฮสติ้งเดียวกัน ซึ่งเป็น IP เดียวกันแน่นอน

อย่างน้อยการจะทำแบ็คลิงค์ ก็ควรได้ลิงค์มาจากต่างบ้านเลขที่(IP Address) IP Class C ขึ้นไป ถ้าคลาส D จะมองว่ามาจากบ้านเดียวกัน แต่แค่คนละห้อง Google ก็จะเมินๆไม่ให้ความสำคัญ พอคลาส C เริ่มมาจากคนละหลายบ้าน Google ก็จะเริ่มให้ความสำคัญ และยิ่งเป็นคลาส B และ A ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยแหละ

Seoquake คือ เครื่องมือ (addon) เสริมในการช่วยเหลือเรื่อง SEO ซึ่งจะมีให้ใช้งานในบราวเซอร์ Firefox และ Google Chrome เครื่องมือเสริมตัวนี้จะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เหล่าของนักทำ SEO ทั้งหลาย ส่วนมือใหม่เรามารู้จักเครื่องมือตัวนี้กันครับว่าทำอะไรได้บ้าง

เบื้องต้น

  • ระบุ Url, Title, Meta keywords, Meta description ของหน้านั้น
  • ตรวจสอบ Internal links, External links ภายใน หรือนอกเว็บไซต์
  • ตรวจสอบลิงค์ประเภท nofollow หรือ dofollow

Parameters ของ Seoquake บอกค่าต่างๆเหล่านี้

Parameters Seoquake

  • Google pagerank (ตรวจสอบค่า PR ซึ่งมีตั้งแต่ n/a – 10)
  • Google index (ตรวจสอบจำนวนหน้าในเว็บไซต์เรา ว่าอินเด็กซ์ใน Google เท่าไร)
  • Google links (ลิงค์มาหาที่เว็บไซต์ของเรา)
  • Google cachedate (แคช)
  • Yahoo index (ตรวจสอบจำนวนหน้าในเว็บไซต์เรา ว่าอินเด็กซ์ใน Yahoo เท่าไร)
  • Yahoo dir (ติด Directory ของ Yahoo ไหม)
  • SEMrush links (ลิงค์มาหาที่เว็บไซต์ของเรา)
  • SEMrush linkdomain (ลิงค์มาหาที่เว็บไซต์ของเรา)
  • SEMrush linkdomain2 (ลิงค์มาหาที่เว็บไซต์ของเรา)
  • Bing index (ตรวจสอบจำนวนหน้าในเว็บไซต์เรา ว่าอินเด็กซ์ใน Bing เท่าไร)
  • Dmoz (ติด Directory ของ Dmoz ไหม)
  • Alexa rank (แรงค์ของเว็บไซต์เรา บน Alexa)
  • Webarchive age (ดูแคชเว็บไซต์เราในอดีต)
  • Twitter Tweets (จำนวนการแชร์ บน Twitter)
  • FaceBook likes (จำนวนการไลท์ บน Facebook)
  • Google PlusOne (จำนวนการแชร์ บน Google+)
  • Whois (เช็คว่าใครคือผู้ครอบครองโดเมน)
  • Page source (ดู source บนหน้าเว็บไซต์)
  • Robots.txt (ตรวจสอบว่ามี Robots.txt ไหม)
  • Sitemap.xml (ตรวจสอบว่ามี Sitemap.xml ไหม)
  • SEMrush Rank (แรงค์ของเว็บไซต์เรา บน SEMrush)
  • SEMrush SE Traffic (Traffic ของเว็บไซต์เราใน SEMrush)
  • SEMrush SE Traffic price (ราคาเว็บไซต์เราใน SEMrush)
  • Delicious index (ตรวจสอบเว็บไซต์เรา ว่าอินเด็กซ์ใน Delicious เท่าไร)
  • Technorati index (ตรวจสอบเว็บไซต์เรา ว่าอินเด็กซ์ใน Technorati เท่าไร)
  • Digg index (ตรวจสอบเว็บไซต์เรา ว่าอินเด็กซ์ใน Digg เท่าไร)
  • Domain ip (IP ที่มีการใช้กับโดเมนนี้)
  • Yandex CY (ใครรู้ช่วยบอกที)
  • Yandex index (ตรวจสอบเว็บไซต์เรา ว่าอินเด็กซ์ใน Delicious เท่าไร)
  • Yandex catalogue (รายละเอียดเว็บไซต์บน Yandex)
  • Baidu index (ตรวจสอบเว็บไซต์เรา ว่าอินเด็กซ์ใน Delicious เท่าไร)
  • Baidu links (ลิงค์มาหาที่เว็บไซต์ของเรา)

Keywords density ของ Seo quake

Keywords density
Keyword : แสดงลำดับของคีย์เวิร์ดต่างๆในหน้าเว็บ หน้านั้น
Found in : คีย์เวิร์ดอยู่ในตำแหน่งเหล่านี้ ถ้าระบุ T = Title , D = Description , K = Keywords ถ้าไม่ระบุ จะอยู่ในหน้าเว็บไซต์
Repeats : จำนวนคีย์เวิร์ดที่มี
Density : ที่ไม่ถือว่ามากไปก็คือ 2-5% และถ้ามากกว่า 7% จะโดนมองว่าตั้งใจ Spam Keyword ได้ แต่!!! มันก็ไม่เสมอไปทุกครั้ง

ใน ส่วนนี้จะช่วยบอกถึงความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดบนเว็บไซต์ของเรา ว่ามันมากไป หรือน้อยไป ค่าส่วนนี้คิดว่าน่าจะใช้ได้แม่นยำ และใกล้เคียง ควรใช้ดูกับบทความที่เป็นภาษาอังกฤษ เพราะมันจะนับจากคำที่แยกกัน ไม่ติดกัน แต่ภาษาไทย เรามักจะพิมพ์ติดๆกัน บางครั้งทำให้ผิดพลาดเวลาตรวจสอบ เพราะ ไม่ มี ใคร พิมพ์ ภา ษา ไทย กัน แบบ นี้ แน่ แน่

ค่า Density เยอะเกินไป + มีการทำ SEO ผิดหลักควบคู่ = อาจจะโดนมองว่า ตั้งใจ โดนทำโทษ !
ค่า Density เยอะเกินไป + ไม่สนใจการทำ SEO เนื้อหามีประโยชน์ = หยวนๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจจะดีด้วยซ้ำไป

Seoquake tools

SeoQuake

Seoquake tools

Seoquake Toolbar ที่แสดงค่า Parameters ต่างๆบนหน้าเว็บไซต์ หรือในหน้าค้นหาของ Google เราสามารถตั้งหรือกำหนดให้แสดงสิ่งที่เราต้องการเห็นเป็นอะไรก็ได้ โดยเข้าไปตั้งค่าได้ที่

เครื่องมือ (Tools) > Seoquake > Preferences > Parameters

ถูก ใจอันไหน ต้องการใช้งานอันไหน จะให้โชว์ในส่วนไหนเราก็คลิกลงไปในช่องนั้นๆ หรือถ้าต้องการเพิ่ม Parameters ที่ไม่มีในนี้ ก็ลองไปเลือกหาใน Get more parameters… โดยเลื่อนลงมาล่างสุด

นอก จากนั้นท่านยังสามารถตั้งค่าต่างๆได้ในส่วนของ Preferences นี้ได้เอง แต่มาเดิมๆก็โอเคอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปปรับมัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมปรับเปลี่ยนมัน จะอยู่ใน SERPs โดยผมจะเลือกคลิกที่ช่อง get all parameters by request เอาไว้ เพราะอะไร ก็เพราะว่าค่าใน Parameters จะแสดงค่าเป็น ? ทั้งหมด ถ้าอยากที่จะต้องการดู เราจะต้องคลิกที่ ? เอาเอง

เพราะ ว่าการที่ให้มันแสดงค่าเอาเองทีละเยอะๆ เช่นการค้นหาอันดับใน Google มันจะแสดงทีละหลายๆ Parameters ซึ่งมันเยอะไป Google จะมองว่าเราเป็น Spam ทำให้เราใช้งาน Google ไม่ได้ แต่ไม่ร้ายแรงมาก เขาจะทดสอบว่าเราใช้มนุษย์หรือเปล่า โดยการให้กรอก Captcha ก็ใช้งานได้ปกติ แต่ถ้ามากๆเข้า เขาก็จะให้เรากรอก Captcha อยู่นั้นแหละ ทางแก้ก็ปิดเปิดเน็ตใหม่…

เอาละครับ อ่านคุณสมบัติความสามารถมาเยอะแล้ว ถ้าท่านต้องการเครื่องมือช่วยในการทำ SEO Add-ons ตัวนี้ถือว่าดีและคุ้มสำหรับท่าน ฟรี ไม่เสียเงินด้วย

Download SeoQuake Add-ons

ถ้าท่านใช้ Firefox เปิดบราวเซอร์ และไปที่ https://addons.mozilla.org/en-US/firefox/addon/seoquake-seo-extension

ถ้าท่านใช้ Google Chrome เปิดบราวเซอร์ และไปที่ https://chrome.google.com/webstore/detail/seoquake/akdgnmcogleenhbclghghlkkdndkjdjc

ติดขัด หรืออยากทราบอะไร ถามไว้ได้นะครับ