บ่อยครั้งครับเวลาที่ผมทำ project หา keyword ให้กับลูกค้า แล้วเค้าถามเกี่ยวกับ keyword ที่ผมอาจจะไม่ได้สนใจ หรืออาจจะอยากรู้ว่าว่ามีการแข่งขันกันใน keyword ขนาดไหนบ้าง มันบ่อยจนผมอยากจะขอบอกหลายๆคนไว้ในที่นี้เลยว่า ถึงแม้ว่าการหา keyword ในเชิง SEO และเชิง PPC จะพอจูงมือกันไปได้ แต่จริงๆแล้วมันค่อนข้างแตกต่างกันเยอะครับ

ก่อนอื่น คุณต้องคิดถึงเป้าหมายของคุณในแต่ละแนวทาง ดูว่าคุณกำลังพยายามจะทำอะไร และอะไรที่จะส่งผลต่อความสำเร็จในแนวทางนั้นๆ จากนั้นคิดว่า แต่ละ keyword จะถูกใช้งานอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร และบ่อยแค่ไหน
สุดท้าย พิจารณาว่าขอบเขตของความผิดพลาดของคุณอยู่ที่ไหน ถ้าคุณไม่ได้ keyword ตามต้องการ แล้วผลเสียที่ตามมาคืออะไร

ppc vs seo

แล้วคุณจะต้องทำอะไร

ในทาง SEO เป้าหมายของคุณคือการเข้าใจถึงลักษณะของ keyword ในหัวข้อนั้นๆ ดูว่าคนส่วนใหญ่ใช้ keyword อะไรในการ search, keyword นั้นบอกเราว่าพวกเขาต้องการอะไร และเราจะเรียนรู้อะไรหากจะลองมอง keyword ที่มุมมองที่กว้างออกไป

สำหรับในทาง PPC นั้น เป้าหมายของคุณจะเป็นการหา keyword ที่คุณสามารถเข้าไปร่วมประมูลได้, ดูว่าkeyword ไหนที่จะทำเงินให้คุณมากที่สุดสำหรับการลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่อคลิกเช่นนี้

คุณจะต้องมองหา keyword ที่นำไปสู่การซื้อสินค้าของคุณ (หรือเป้าหมายอื่นๆ) ซึ่งนั่นจะต้องอยู่ในหมวดหมู่ที่คุณสามารถทำกำไรได้ และคุณไม่สามารถทำอันดับให้ดีได้ง่ายๆโดยใช้วิธี SEO พื้นฐาน

มาดูความแตกต่างกันต่อครับ

มาเริ่มที่ PPC กันก่อนครับ คุณจะต้องใช้ keyword ใน campaign, ad group, ad copy และ landing page ของคุณ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กันมากๆ เพื่อที่ว่าค่า Quality Score จะได้สูงๆ (ซึ่งนั่นก็เป็นผลดี) เท่านี้ก็มากพอแล้วครับสำหรับแนวทางการใช้ keywords ในทาง PPC

สำหรับส่วนของ SEO นั้น คุณจะเริ่มต้นจากการใช้ keywords เหล่านี้เป็นพื้นฐานในการทำทุกอย่าง ถ้าจะให้ดีแล้ว คุณจะต้องดูว่าเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณกับ keyword นั้นสอดคล้องกันหรือไม่ หาความแตกต่างระหว่างกัน และตัดสินใจว่าคุณจะเพิ่มเนื้อหาในเว็บของคุณเพื่อลดความแตกต่างเหล่านั้น หรือไม่

คุณจะต้องเจาะจง keyword ที่คุณสนใจ 1 หรือ 2 keyword สำหรับแต่ละหน้าในเว็บไซต์ของคุณ และปรับแต่งส่วนของ meta tags, title , เนื้อหาเพื่อให้ตรงกับ keyword ที่คุณต้องการ คุณอาจจะใช้ keyword เหล่านี้ในการติดตามดูอันดับของคุณก็ได้ครับ ผมมีภาพๆหนึ่งมาให้ดู คิดว่าคงจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นครับ

margin-for-error

เข้าใจเรื่องของขอบเขตของความผิดพลาดสำหรับ SEO & PPC

(อธิบายเพิ่มเติมเรื่อง ขอบเขตของความผิดพลาด (margin of error) นะครับ มันหมายถึงขอบเขตที่จะรองรับความผิดพลาดของเราได้ นั่นคือ ถ้าขอบเขตกว้าง สิ่งที่เราทำผิดพลาด ก็จะไม่ส่งผลเสียอะไร แต่ถ้าขอบเขตมันแคบ ก็จะส่งผลเสียได้ง่ายครับ)

ในทาง SEO นั้น ขอบเขตของความผิดพลาดนั้นถือว่ากว้างมาก นั่นคือถ้าคุณเลือกใช้ keyword ในทางที่อาจจะไม่เหมาะสำหรับคุณ คุณก็แค่ปรับแต่งมันและลองใหม่ ในบางครั้งคุณอาจจะพบว่าคุณติดอันดับหรือได้ traffic มาจาก keyword ที่คุณคาดไม่ถึง ซึ่งนั่นก็เป็น bonus และคุณสามารถนำ keyword เหล่านี้ มาใช้งานได้เท่าที่จำเป็นครับ

คุณอาจจะต้องการที่จะอัพเดท keyword ของคุณเป็นครั้งคราวเพื่อให้ดูว่าไม่ได้มี technology, สินค้า หรืออัพเดทอะไรใหม่ๆ นับตั้งแต่คุณทำการเลือกใช้ keyword ในตอนแรก
เนื่องจากว่าวิธีทาง SEO ไม่ได้คิดเงินคุณในทุกๆ keyword ดังนั้นคุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหลบเลี่ยง keyword ที่มีการแข่งขันสูงที่คุณอาจจะสู้ไม่ไหว มันไม่ได้ส่งผลอะไรต่อคุณในการที่จะแข่งขันใน keyword เหล่านี้ และนอกจากนี้มันยังช่วยให้คุณสามารถทำอันดับใน keyword อื่นๆที่ยาวกว่า ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

บวกกับ ประสบการณ์โดยตรงในด้านผู้ใช้งาน มันยังทำให้เว็บของคุณดูเรียบร้อยขึ้นอีกด้วย เพราะหากคุณไม่ใช่ title ยาวๆ เช่น Wedding Accessories for Dog Ring Bearers คุณอาจจะใช้แค่ Wedding Accessories หรือคำอื่นที่ specific ขึ้นแต่มีการค้นหาที่ยังเยอะอยู่เช่น Ring Bearer Pillows มันสำคัญครับในการที่จะปรับระดับความลึกของ keyword ให้สอดคล้องกับเว็บของคุณ โดยในหน้าหลักๆของเว็บใช้ keyword ที่กว้างและค่อยๆเจาะจงมากขึ้นในหมวดหมู่ย่อยต่างๆ

แต่ในทางตรงข้าม ขอบเขตความผิดพลาดสำหรับ PPC นั้นค่อนข้างแคบ ทุกความผิดพลาดทำให้คุณเสียเงิน ทุกๆ keyword ที่คุณร่วมประมูลนั่นคือการเข้าร่วมแข่งขันด้านการเงินโดยตรงกับเว็บอื่นๆ  คุณจะต้องทำการตรวจสอบ keyword ของคุณแต่ละ keyword อย่างละเอียดถี่ถ้วน ตัด keyword ที่ใช้ไม่ได้ออกไป ลองพยายามหา keyword ใหม่ๆ โดยที่ตาของคุณข้างหนึ่งดูที่ราคาต่อคลิกและอีกข้างอยู่ที่ค่า Quality Score

คุณจะต้องแน่ใจว่า keyword ของคุณนั้นถูกแบ่งไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเหมาะสม, คำโฆษณาของคุณนั้นสามารถโฆษณาได้จริงๆอย่างที่มันจะสามารถทำได้ และ ad group ของคุณสามารถขยายไปสู่ landing page และแนวทางที่ keyword จะถูกใช้งานได้เป็นอย่างดี  สิ่งเหล่านี้จะต้องพิถีพิถันและถูกคำนวณมาอย่างดี

ดังนั้นในครั้งหน้าหากคุณกำลังจะถามที่ปรึกษาด้าน SEO ของคุณว่า ทำไมถึงไม่รวมข้อมูลเกี่ยวกับ  competition metric ไว้ในรายชื่อ SEO keyword หรือกระทั่งว่าทำไม หมวดหมู่ของ PPC ถึงได้มาจาก keyword มากกว่าเรื่องของความสนใจ ขอให้คุณนึกถึงความแตกต่างระหว่าง 2 วิธีการนี้ และระลึกไว้เสมอว่า ถึงแม้ข้อมูลต่างๆจะมีอยู่มากมาย แต่มันก็ไม่ได้เป็นประโยชน์เสมอไปในทุกๆกรณี

ตามไปอ่านต้นฉบับได้ที่ http://searchengineland.com/the-difference-in-keyword-research-for-seo-vs-ppc-131186

Comment

Comment:

Tweet